Polynucleotide / Biostimulator

Services Information

การฟื้นฟูผิวด้วย Polynucleotide

เป็นการฟื้นฟูซ่อมแซมผิวระดับเซลล์ลึก โดยการฟื้นฟูคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ริ้วรอยลดลง รูขุมขนกระชับ เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวแข็งแรง รวมไปถึงการช่วยรักษาหลุมสิว แผลเป็น


Polynucleotide คืออะไร

Polynucleotide (PN) จัดอยู่ในกลุ่ม Biostimulator คือสารชีวะภาพที่สกัดจาก DNA จากแหล่งธรรมชาติ เช่น ปลาแซลมอน โดยผ่านกระบวนการที่ทำให้บริสุทธิ์และปลอดภัยต่อร่างกาย มักถูกนำมาใช้ในวงการความงามเพื่อซ่อมแซมผิวจากภายใน ทำให้ ผิวที่แห้ง อ่อนแอ มีริ้วรอย กลับมาดูชุ่มชื้น เรียบเนียน มีความยืดหยุ่นอีกครั้ง


กลไกการทำงานของ Polynucleotide

เมื่อ Polynucleotide  เข้าสู่ผิว สารตัวนี้จะเข้าไปปรับสภาพแวด้องของผิวให้เหมาะสมต่อการฟื้นฟูในระดับเซลล์ ทำให้ผิวสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้นในระยะยาว

1. กระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว (Cell regeneration)
PN ทำหน้าที่เป็นแหล่งของ nucleotides ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์ เมื่อเข้าสู่ผิวจะช่วยสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพ รวมถึงกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ ส่งผลให้ผิวที่เคยอ่อนแอหรือโทรมค่อย ๆ ฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้น

2. ปรับสมดุลและลดการอักเสบของผิว (Anti-inflammatory effect)
Polynucleotide มีบทบาทช่วยลดสัญญาณการอักเสบในผิว จึงเหมาะกับผิวที่ระคายเคืองง่าย ผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่ผ่านการทำเลเซอร์/หัตถการอื่นมา ช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดการระคายเคืองซ้ำ

3. เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว (Hydration & elasticity)
PN มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและช่วยเสริม skin barrier ทำให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวดูอิ่มฟู ลดความแห้งกร้าน และเพิ่มความยืดหยุ่น

4. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและโครงสร้างผิว (Collagen stimulation)
เมื่อสภาพผิวโดยรวมดีขึ้น PN จะช่วยส่งเสริมการทำงานของ fibroblast (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจน) ทำให้มีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง และผิวแน่นขึ้น

5. ฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม (Skin quality improvement)
กลไกทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกัน ทำให้ผิวไม่ได้ดีขึ้นแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นการฟื้นฟูทั้งระบบ ส่งผลให้ผิวดูใส สุขภาพดี และแข็งแรงขึ้นจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ

Polynucleotide ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

• ฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ (Skin regeneration)
เหมาะสำหรับผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด มลภาวะ ความเครียด หรืออายุที่เพิ่มขึ้น PN จะช่วยให้เซลล์ผิวกลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงดูสดใสและแข็งแรงขึ้นจากภายใน

• เพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก (Deep hydration)
ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิว ทำให้ผิวไม่แห้งตึง ลดปัญหาผิวขาดน้ำ ผิวจะดูอิ่มฟู ฉ่ำน้ำ และแต่งหน้าติดง่ายขึ้น

• ลดเลือนริ้วรอยตื้นและปรับผิวให้เรียบเนียน (Fine lines & texture)
เหมาะกับริ้วรอยเล็ก ๆ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ใต้ตา หรือผิวบาง PN จะช่วยให้ผิวดูเรียบขึ้น ผิวสัมผัสดีขึ้น และลดความหยาบกร้าน

• เสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว (Skin barrier repair)
ช่วยให้ผิวมีความทนทานต่อปัจจัยกระตุ้น เช่น ฝุ่น PM2.5 แสงแดด หรือสกินแคร์บางชนิด เหมาะกับคนที่ผิวแพ้ง่ายหรือมีอาการระคายเคืองบ่อย

• ลดการอักเสบและปลอบประโลมผิว (Soothing & anti-inflammatory)
ช่วยลดอาการแดง ระคายเคือง หรือผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้ผิวกลับมาสมดุลมากขึ้น

• ฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการ (Post-procedure recovery)
ช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังเลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ต่าง ๆ ลด downtime และทำให้ผลลัพธ์โดยรวมดีขึ้น

• กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen stimulation)
ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดูแน่นขึ้นในระยะยาว ลดโอกาสเกิดความหย่อนคล้อย

• ปรับคุณภาพผิวโดยรวม (Skin quality improvement)
เมื่อใช้ต่อเนื่อง จะสังเกตได้ว่าผิวดูเนียนละเอียดขึ้น รูขุมขนดูกระชับขึ้นเล็กน้อย สีผิวดูสม่ำเสมอและสุขภาพดีขึ้น

ขั้นตอนการทำหัตถการที่ใช้ Polynucleotide (PN)

การทำ Polynucleotide เป็นหัตถการที่ค่อนข้างรวดเร็ว และมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานในคลินิกความงาม โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสบายของผู้รับบริการ

1. ประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษา
แพทย์จะตรวจสภาพผิว วิเคราะห์ปัญหา เช่น ความแห้ง ริ้วรอย หรือความอ่อนแอของผิว เพื่อกำหนดตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมในการฉีด

2. ทำความสะอาดผิวและเตรียมผิว
ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการทำหัตถการ

3. แปะยาชา (Topical anesthesia)
ทายาชาบริเวณที่จะทำ ทิ้งไว้ประมาณ 20–40 นาที เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ

4. ฉีด Polynucleotide เข้าสู่ผิว
แพทย์จะฉีด PN ลงในชั้นผิว (มักเป็นชั้น dermis) โดยใช้เทคนิคเฉพาะ เช่น

  • ฉีดเป็นจุด (microinjection)

  • หรือฉีดแบบกระจายทั่วบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ

5. ปลอบประโลมผิวหลังทำ
หลังฉีด อาจมีการประคบเย็น หรือทาผลิตภัณฑ์ช่วยลดการระคายเคือง เพื่อให้ผิวสบายขึ้น

Polynucleotide (PN) ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล?

โดยทั่วไป Polynucleotide เป็นหัตถการที่เน้น “ฟื้นฟูผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป” ดังนั้นผลลัพธ์จะไม่ได้เปลี่ยนทันที แต่จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อทำครบคอร์ส

• เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรก
หลังทำประมาณ 1–2 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มดูชุ่มชื้นขึ้น อิ่มฟูขึ้น และดูสดใสมากขึ้นเล็กน้อย

• เห็นผลชัดเจน
มักอยู่ที่ประมาณ ครั้งที่ 2–3 (เว้นระยะห่างทุก 2–4 สัปดาห์) ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ เริ่มจางลง และผิวโดยรวมดูสุขภาพดีขึ้น

• คอร์สแนะนำ
ส่วนใหญ่แนะนำทำ 3–4 ครั้งต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูผิวอย่างเต็มที่ในระดับลึก

• การคงผลลัพธ์
หลังจากทำครบคอร์สแล้ว สามารถทำ ซ้ำทุก 3–6 เดือน เพื่อคงสภาพผิวให้ดีอย่างต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์ Polynucleotide/Biostimulator ที่คลินิกของเราเลือกใช้

โปรแกรมรีจูรัน (Program Rejuran) สารสกัด Polynucleotide ที่สกัดมาจากปลาแซลมอน เป็น skin booster ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูง นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Polynucleotide (PN)

เจ็บไหม?
- ระหว่างทำจะมีการแปะยาชาก่อน จึงรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่สามารถทนได้ และใช้เวลาทำไม่นาน

ต้องพักฟื้นไหม?
- โดยทั่วไปไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที อาจมีรอยเข็มหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งจะค่อย ๆ หายภายใน 1–3 วัน

กี่ครั้งถึงเห็นผล?
- เริ่มเห็นผิวชุ่มชื้นขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดขึ้นเมื่อทำต่อเนื่องประมาณ 2–3 ครั้ง โดยแนะนำทำเป็นคอร์ส 3–4 ครั้ง

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
- โดยเฉลี่ยประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำ

เหมาะกับใคร?
- เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง ผิวโทรม ผิวแพ้ง่าย หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ และต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

ต่างจากฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์อย่างไร?
- Polynucleotide เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิว ไม่ได้เพิ่มวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้าแบบฟิลเลอร์ และไม่ได้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อแบบโบท็อกซ์

ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม?
- สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น เช่น เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ผิวได้ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนให้เหมาะสม

มีผลข้างเคียงไหม?
- อาจมีอาการบวม แดง หรือรอยเข็มเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายได้เองในไม่กี่วัน หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

หลังทำต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
- ควรหลีกเลี่ยงความร้อนจัด แสงแดดแรง และการสัมผัสผิวแรง ๆ ในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก พร้อมทาครีมบำรุงและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ